คลินิกรักษาสิว โดยแพทย์โรคผิวหนังโดยเฉพาะ
สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) เกิดจากอะไร? รู้ต้นตอและวิธีรักษา แก้ให้ถูกจุด

สิวอักเสบปัญหาผิวหนังที่หลายคนกำลังเผชิญนั้น เกิดจากอะไร และต้องรักษายังไงดี เนื่องจากสิวชนิดนี้มักสร้างความรำคาญใจให้กับหลาย ๆ คน ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียนและมีรอยแดง แต่ยังสามารถทำให้เกิดอาการบวมเจ็บปวดและทิ้งรอยแผลเป็นได้ หากคุณกำลังประสบปัญหาสิวอักเสบ การเข้าใจถึงสาเหตุและวิธีการจัดการอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยลดความรุนแรงและป้องกันการเกิดซ้ำได้
บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุสิวอักเสบ วิธีการป้องกันและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้คุณสามารถดูแลผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพและคืนความมั่นใจให้กับผิวพรรณของคุณ
รู้จัก สิวอักเสบ คืออะไร ?
สิวอักเสบ หรือ (Inflammatory Acne) คือปัญหาผิวหนังที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน และมีการติดเชื้อแบคทีเรียตามมา ทำให้เกิดการอักเสบและบวมแดง สิวอักเสบมักมีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ และอาจมีหนองอยู่ภายใน ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและเสี่ยงต่อการทิ้งรอยแผลเป็นหลังจากการหาย



สิวอักเสบ เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง ?

สาเหตุสิวอักเสบเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันที่ทำให้รูขุมขนอุดตันและเกิดการอักเสบ ซึ่งมีปัจจัยสาเหตุดังนี้
- เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน
เมื่อรูขุมขนอุดตันจากน้ำมันส่วนเกิน, เซลล์ผิวที่ตายแล้วและสิ่งสกปรกที่สะสม ร่วมกับมีแบคทีเรียเจริญเติบโตในรูขุมขนจนทำให้เกิดการอักเสบของรูขุมขนตามมากลายเป็นเม็ดสิว - สาเหตุจากฮอร์โมน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ในช่วงวัยรุ่น, ช่วงตั้งครรภ์ หรือช่วงมีประจำเดือน สามารถกระตุ้นการผลิตน้ำมันในผิวหนังมากขึ้น ทำให้รูขุมขนอุดตันและเกิดสิวอักเสบได้ - เกิดจากอาหารที่รับประทาน
การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง, ไขมันสูง หรือผลิตภัณฑ์นม มีส่วนในการเพิ่มการผลิตน้ำมันในผิวหนังและกระตุ้นการอักเสบ สามารถกระตุ้นการเกิดสิวอักเสบได้ - สาเหตุจากแบคทีเรีย
แบคทีเรีย Cutibacterium acnes (C. acnes) ที่อาศัยอยู่ในรูขุมขนสามารถเจริญเติบโตและสร้างสารที่กระตุ้นการอักเสบ ทำให้เกิดสิวอักเสบ - จากการทำความสะอาดไม่เพียงพอ
การไม่ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ หรือล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด ทำให้สิ่งสกปรกและน้ำมันสะสมในรูขุมขน ส่งผลให้เกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวอักเสบ - สาเหตุจากพันธุกรรม
พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน และความไวต่อการอุดตันของรูขุมขน หากมีประวัติคนครอบครัวที่มีปัญหาสิว ความเสี่ยงในการเกิดสิวอักเสบจะสูงขึ้น - ต้นตอจากการบีบสิวที่ผิดวิธี
หากบีบหรือกดสิวที่ไม่ถูกวิธี สามารถทำให้สิวเกิดการอักเสบมากขึ้น นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการทิ้งรอยแผลเป็น - ปัจจัยจากการใช้ยา
ยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือยาคุมกำเนิดบางประเภท สามารถกระตุ้นการผลิตน้ำมันในผิวหนังและทำให้เกิดสิวอักเสบ
- ต้นเหตุจากความเครียด
ความเครียดทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่กระตุ้นการผลิตน้ำมันในผิวหนังมากขึ้น ซึ่งสามารถนำไปสู่การอุดตันของรูขุมขนและเกิดสิวอักเสบ
แชร์ข้อมูลสาเหตุสิวอักเสบเพิ่มเติม
สิวอักเสบเกิดขึ้นเมื่อรูขุมขนอุดตันจากน้ำมันส่วนเกิน, เซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสิ่งสกปรก ทำให้แบคทีเรีย Cutibacterium acnes (C. acnes) เจริญเติบโตและก่อให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน สิวอักเสบสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น สิวตุ่มแดง (Papules), สิวหนอง (Pustules), สิวหัวช้าง (Nodules), และสิวซีสต์ (Cysts)
วิธีการรักษาสิวอักเสบ มีวิธีอะไรบ้าง ?

การรักษาสิวอักเสบอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันการอักเสบเพิ่มเติม และลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาสิวชนิดนี้สามารถเลือกวิธีรักษาได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
การรักษาสิวอักเสบโดยใช้ยาแบบทา
ยาแบบทาเป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมในการรักษาสิวอักเสบ เพราะสามารถใช้ได้ง่ายและตรงจุด ซึ่งมียาแบบทาดังนี้
- เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) : ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว ลดการอักเสบและทำให้สิวยุบเร็วขึ้น
- กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) : ช่วยละลายสิ่งอุดตันในรูขุมขน ลดการอักเสบ และผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
- เรตินอยด์ (Retinoids) : ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันของรูขุมขน และลดการอักเสบ
รักษาด้วยยาแบบรับประทาน
การใช้ยารับประทาน มักใช้ในกรณีที่สิวอักเสบรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาทา
- ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) : เช่น Doxycycline หรือ Minocycline ช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
- ไอโซเตรติโนอิน (Isotretinoin) : ใช้ในกรณีสิวอักเสบรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ช่วยลดการผลิตน้ำมันในผิวและลดการอักเสบ
- ยาคุมกำเนิด (Oral Contraceptives) : สำหรับผู้หญิง ยาคุมกำเนิดสามารถช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและลดการเกิดสิว
การรักษาด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์
การรักษาสิวอักเสบด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นทางเลือกเสริมที่สามารถช่วยลดการอักเสบและรอยแผลเป็นจากสิวได้
- เลเซอร์รักษาสิว : การใช้เลเซอร์รักษาสิวจะช่วยลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้
- การทำทรีทเมนต์หน้า :เช่น การทำไมโครเดอร์มาเบรชัน (Microdermabrasion) และการทำเคมีพีลลิ่ง (Chemical Peeling) ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดรอยแผลเป็น
- การบำบัดด้วยแสง (Phototherapy) : ใช้แสงความเข้มสูง ได้แก่ แสงสีฟ้า (Blue Light) และแสงสีแดง (Red Light) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว และช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการฟื้นฟูของเซลล์ผิว
- Intense Pulsed Light (IPL) : ใช้แสงความเข้มสูงหลายช่วงคลื่น เพื่อช่วยลดการอักเสบและการผลิตน้ำมันบนผิวหน้า
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษาสิวอักเสบ
การรักษาสิวอักเสบอย่างมีประสิทธิภาพอาจต้องอาศัยการดูแลและคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ซึ่งสามารถประเมินถึงสาเหตุที่แท้จริง ประเมินสภาพผิว และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล การปรึกษาแพทย์จะช่วยให้คุณได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และลดความเสี่ยงในการอักเสบที่รุนแรงขึ้น และรอยแผลเป็นจากสิวได้
ลลิษา คลินิก พร้อมให้คำปรึกษาและการดูแลรักษาสิวอักเสบอย่างครบวงจร ด้วยทีมแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง เริ่มตั้งแต่การตรวจเชื้อสิวและวางแผนวิธีการรักษาที่เหมาะกับเฉพาะผิวคนไข้แต่ละบุคคล พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งคนไข้สามารถเข้ามาปรึกษาปัญหาสิวได้ทุกชนิดที่ คลินิกรักษาสิว เซนทรัลพระราม9 ชั้น 9 (ลลิษาคลินิก)

สิวอักเสบสามารถเกิดที่ตำแหน่งไหนได้บ้าง ?

ปัญหาสิวอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่งบนร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่มีการผลิตน้ำมันมากและมีการอุดตันของรูขุมขน โดยตำแหน่งหลัก ๆ ที่มักเกิดสิวอักเสบได้แก่ ที่แก้ม ที่หลัง ที่คาง ที่จมูก ที่หน้าผาก หรือแม้กระทั่งเกิดที่กรอบหน้าและขากรรไกรฃ
อาการของสิวอักเสบ มีอะไรบ้าง ?
มีอาการเริ่มจากตุ่มเล็ก ๆ สีแดงบนผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบและไม่มีหัวหนอง บริเวณที่มีสิวอักเสบมักจะบวมขึ้นจากการสะสมของเซลล์อักเสบและของเหลวภายในรูขุมขน ในกรณีที่รุนแรงขึ้น อาจเห็นหัวหนองสีขาวหรือเหลืองซึ่งเกิดจากการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มาต่อสู้กับการติดเชื้อในรูขุมขน
สิวอักเสบมักทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเมื่อสัมผัส โดยเฉพาะสิวที่มีขนาดใหญ่และลึกลงไปในชั้นผิวหนัง ผิวหนังรอบ ๆ สิวอักเสบมักมีรอยแดงเนื่องจากการขยายตัวของเส้นเลือดฝอยในบริเวณที่มีการอักเสบ บางครั้งจะมีลักษณะแข็งเนื่องจากการสะสมของเซลล์อักเสบและหนองที่อยู่ลึกในชั้นผิวหนัง
ประเภทของสิวอักเสบมีกี่ประเภท แต่ละประเภทรุนแรงขนาดไหน

สิวอักเสบเป็นปัญหาผิวหนังที่สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะและระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันดังนี้
- สิวอักเสบแบบตุ่มนูนแดง
- ลักษณะ: เป็นตุ่มเล็ก ๆ สีแดงที่เกิดจากการอักเสบของรูขุมขน ไม่มีหัวหนอง และมีอาการเจ็บปวดเล็กน้อยเมื่อสัมผัส
- ความรุนแรง: มักไม่รุนแรงมาก แต่สามารถพัฒนาไปเป็นสิวประเภทอื่น ๆ ได้หากไม่ได้รับการรักษา
- สิวอักเสบไม่มีหัว
- ลักษณะ: เป็นสิวที่มีลักษณะบวมแดงและเจ็บปวด แต่ไม่มีหัวหนองชัดเจน
- ความรุนแรง: มักมีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง แต่สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและอักเสบ
- สิวอักเสบหัวหนอง
- ลักษณะ: เป็นตุ่มที่มีหัวหนองสีขาวหรือเหลืองอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยผิวหนังที่บวมแดง
- ความรุนแรง: มีความรุนแรงปานกลาง และอาจทิ้งรอยแผลเป็นหากบีบหรือกด
- สิวหัวช้าง
- ลักษณะ: เป็นสิวที่มีลักษณะเป็นก้อนใหญ่ มีการอักเสบอย่างรุนแรงและเชื่อมต่อกันหลายจุด มักมีหัวหนองและเจ็บปวดมาก
- ความรุนแรง: รุนแรงมาก และมักทิ้งรอยแผลเป็นลึกหลังจากหาย
- ลักษณะสิวอักเสบแบบตุ่มใหญ่
- ลักษณะ: เป็นตุ่มขนาดใหญ่และลึกลงไปในชั้นผิวหนัง มีลักษณะแข็งและเจ็บปวดมาก
- ความรุนแรง: รุนแรงมาก และมักทิ้งรอยแผลเป็นหลังจากหายแล้ว
- สิวซีสต์
- ลักษณะ: เป็นตุ่มขนาดใหญ่ที่มีหนองอยู่ภายใน ลึกลงไปในชั้นผิวหนัง และมีอาการเจ็บปวดมาก
- ความรุนแรง: รุนแรงมาก และมีความเสี่ยงสูงต่อการทิ้งรอยแผลเป็นลึกหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
ผลกระทบของสิวอักเสบมีอะไรบ้าง ?

- รอยแผลเป็น: สิวอักเสบมักทิ้งรอยแผลเป็นที่ลึกและชัดเจนบนผิวหนังหลังจากการหาย อาจเป็นทั้งรอยหลุม, รอยนูน หรือรอยแดง ซึ่งทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียนและยากต่อการรักษา
- ภาวะวิตกกังวล: สิวอักเสบสามารถทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก ส่งผลให้รู้สึกไม่มั่นใจและเครียดมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือความเครียดเรื้อรังได้
- ความเจ็บปวด: สิวอักเสบมักมีอาการเจ็บปวดเมื่อสัมผัส โดยเฉพาะสิวที่มีขนาดใหญ่และลึก เช่น สิวหัวช้างหรือสิวซีสต์ ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและมีความเจ็บปวดตลอดเวลา
- การอักเสบเรื้อรัง: หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี สิวอักเสบสามารถพัฒนาเป็นการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ปัญหาสิวไม่หายขาดและกลับมาเกิดซ้ำเรื่อย ๆ
- ความเสียหายต่อผิวหนัง: สิวอักเสบที่รุนแรงอาจทำให้ผิวหนังเสียหายอย่างถาวร โครงสร้างผิวถูกทำลายและการฟื้นตัวของผิวช้าลง
- การใช้จ่ายในการรักษา: การรักษาสิวอักเสบที่รุนแรงมักต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว, การปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และการรักษาร่องรอยจากการเป็นสิว เช่น รอยดำ, รอยแดง หรือหลุมสิว
วิธีการป้องกัน มีวิธีอะไรบ้าง

- ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ: ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็นด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน เพื่อขจัดน้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่สะสมในรูขุมขน
- ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฉลาก “Non-Comedogenic” เพื่อป้องกันการอุดตันของรูขุมขน หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหรือสารเคมีที่ระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าด้วยมือที่ไม่สะอาด: มือเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรก การสัมผัสผิวหน้าด้วยมือที่ไม่สะอาดอาจนำเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่รูขุมขนและทำให้เกิดสิวอักเสบ
- หลีกเลี่ยงการบีบหรือกดสิวด้วยตนเอง: การบีบหรือกดสิวอย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้การอักเสบแย่ลงและเพิ่มความเสี่ยงในการทิ้งรอยแผลเป็น ควรปล่อยให้สิวยุบเองหรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม
- ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสม: การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดการอุดตันช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวและป้องกันการระคายเคือง
- รักษาความสะอาดของเครื่องนอน: เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการสะสมของน้ำมันและสิ่งสกปรกที่อาจทำให้เกิดสิว
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์เส้นผมที่มีน้ำมัน: ผลิตภัณฑ์เส้นผมที่มีน้ำมันหรือสารเคมีที่ระคายเคืองสามารถไหลลงมาสัมผัสผิวหน้าและทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน
- หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่อุดตันรูขุมขน: เลือกใช้เครื่องสำอางที่ระบุว่า “Non-Comedogenic” เพื่อป้องกันการอุดตันของรูขุมขน และควรล้างเครื่องสำอางออกให้หมดจดทุกครั้งก่อนนอน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสมดุล: เลือกบริโภคผักผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุที่ดีต่อผิว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ซึ่งสามารถกระตุ้นการเกิดสิว
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายและรักษาความชุ่มชื้นของผิว
- ลดความเครียด: ความเครียดสามารถกระตุ้นการผลิตน้ำมันในผิวหนังและทำให้เกิดสิว ควรหาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่น การทำสมาธิ, การออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมที่ชอบ
การดูแลผิวสำหรับคนที่มีสิวอักเสบ

- ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน: ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็น ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนต่อผิว หลีกเลี่ยงการล้างหน้าบ่อยเกินไปเพราะอาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารต้านการอักเสบ: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid), เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) หรือกรดอัลฟ่าไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acid) ซึ่งช่วยลดการอักเสบและผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
- หลีกเลี่ยงการขัดผิวแรง ๆ: การขัดผิวแรงเกินไปอาจทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น
- เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสม: แม้ว่าจะมีสิวอักเสบก็ยังควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว โดยเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน (Non-Comedogenic)
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสและบีบสิว: การสัมผัสหรือบีบสิวอาจทำให้การอักเสบแย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงในการทิ้งรอยแผลเป็น ควรปล่อยให้สิวยุบเองหรือให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการรักษา
- ใช้ยาทาสิวตามคำแนะนำของแพทย์: หากแพทย์สั่งยาทาเฉพาะที่ เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือเรตินอยด์ ควรใช้ตามคำแนะนำเพื่อควบคุมการอักเสบและลดการเกิดสิวใหม่
(FAQ) คำถามที่พบได้บ่อย
1. ทำไมบางคนสิวอักเสบขึ้นไม่หยุดและขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสาเหตุอะไร ? แก้ยังไงดี?

ที่สิวอักเสบขึ้นไม่หยุดอาจเกิดจากสาเหตุที่ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ทั้งการอุดตันของรูขุมขนและการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย หรือการยังคงมีปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ อยู่ จึงส่งผลให้สิวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในการจัดการกับสิวอักเสบอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มจากการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ และหากสิวอักเสบไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล
2. สิวอักเสบกี่วันถึงจะหาย ?
ระยะเวลาที่สิวอักเสบจะหายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของสิว, ประเภทของการรักษาที่ใช้ และการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ
โดยสิวอักเสบที่มีขนาดเล็ก (Papules และ Pustules) มักใช้เวลาประมาณ 3-7 วันในการยุบตัวและเริ่มหาย
หากมีขนาดใหญ่และลึก (Nodules และ Cysts) มักใช้เวลานานกว่า โดยอาจใช้เวลา 2-6 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นในการหาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี สิวประเภทนี้มีโอกาสสูงที่จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้
และหากมีความรุนแรงมากขึ้นจนเป็นสิวหัวช้าง อาจใช้เวลาหลายเดือนในการรักษาให้หายขาด และมักต้องได้รับการรักษาอย่างเข้มข้นจากแพทย์ผิวหนัง รวมถึงการใช้ยารับประทานและการรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ
3. สิวอักเสบสามารถหายเองได้ไหม ?
สิวอักเสบสามารถหายเองได้ในบางกรณี โดยเฉพาะสิวที่ไม่รุนแรง เช่น สิวอักเสบขนาดเล็ก (Papules และ Pustules) อย่างไรก็ตามการหายเองอาจใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงที่จะทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยดำหลังจากหายแล้ว การดูแลและรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้สิวหายเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงในการเกิดรอยแผลเป็น
4. สิวอักเสบควรกดออกดีไหม ?
การกดสิวอักเสบไม่ใช่วิธีที่แนะนำ เนื่องจากการกดสิวอาจทำให้มีการอักเสบมากขึ้น และมีความเสี่ยงสูงในการทิ้งรอยดำหรือรอยแผลเป็น นอกจากนี้การกดสิวที่ไม่ถูกวิธีสามารถทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้นและเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการกดหรือบีบสิว
สรุป
สิวอักเสบเป็นปัญหาผิวหนังที่สามารถส่งผลกระทบอย่างมากทั้งต่อร่างกายและจิตใจของผู้ที่ประสบปัญหา การทำความเข้าใจสาเหตุและวิธีการป้องกันเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการกับปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลผิวและรักษาอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการอักเสบและป้องกันการเกิดสิวใหม่ได้
การปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการดูแลและคำแนะนำที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาและยังลดความเสี่ยงในการทิ้งรอยแผลเป็น การรักษาอย่างต่อเนื่องและการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ผิวกลับมาสุขภาพดีในระยะยาวและมีความมั่นใจมากขึ้น หากคุณกำลังประสบปัญหาสิวอักเสบและต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ลลิษา คลินิกพร้อมให้คำปรึกษาและการดูแลรักษาสิวโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับข้อมูลสิวอักเสบ
บทความโดย
ลลิษาคลินิก : คลินิกรักษาสิว ดูแลโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านผิวหนัง (ตจวิทยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลปัญหาผิว
ใครที่กำลังเผชิญปัญหาผิวหน้า เป็นสิว ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มากประสบการณ์ด้านผิวหนังที่ลลิษาคลินิกได้ ฟรี!! ที่ตั้งคลินิก เซ็นทรัลพระราม 9 ชั้น 9 (ติดบันไดเลื่อน)