คลินิกรักษาสิว โดยแพทย์โรคผิวหนังโดยเฉพาะ
สิวหิน (syringoma) รักษาอย่างไร? เช็คสาเหตุและการป้องกันที่ถูกวิธี

สิวหิน ที่ชอบขึ้นตามรอบดวงตา หน้าผาก หรือแก้ม ถึงจะชื่อว่า “สิว” แต่สิวหินไม่ใช่สิวอักเสบที่เราคุ้นเคย สิวหินคือเนื้องอกชนิดหนึ่งที่เกิดจากต่อมเหงื่อ มีลักษณะเป็นตุ่มเนื้อขนาดเล็ก สีเดียวกับผิวหนังหรือสีเหลืองอ่อน และไม่มีอาการเจ็บหรือคัน แต่ก็สร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน เพราะมันทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน
ในบทความนี้ หมาตาลจะมาเจาะลึกเรื่องสิวหินกันแบบง่าย ๆ ว่าสิวหินคืออะไร? มีอาการอย่างไร? แล้วนไข้จะสังเกตได้อย่างไรว่าตุ่มพวกนั้นคือสิวหินกันแน่? พร้อมวิธีดูแลรักษาสิวหินให้ถูกวิธีกันค่ะ
สิวหิน คืออะไร?

สิวหิน คือเนื้องอกที่เกิดจากท่อเหงื่อหรือต่อมเหงื่อของเรา ถึงแม้ว่าสิวหินจะไม่เป็นอันตราย เพราะไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ก็สร้างความกังวลใจให้กับหลาย ๆ คนไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งสิวหินเป็นสิวที่ค่อนข้างจะใช้เวลานานมาก ๆ ในการที่จะหายไปได้เองตามธรรมชาติ บางทีอาจจะนานเป็นสิบ ๆ ปี เลยทำให้สิวชนิดนี้ถูกเรียกว่า “สิวหิน” นั่นเอง
สาเหตุสิวหินเกิดจากอะไร
สิวหินเกิดขึ้นจากอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและกรรมพันธุ์ และจะมีจำนวนมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นสาเหตุของสิวหินแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป ดังนี้
- สิวหินปฐมภูมิ: เกิดจากเส้นใยเคราตินและไขมันที่สะสมรวมตัวกันใต้ผิวหนังจนกลายเป็นสิวหัวปิด มักจะพบที่ตา หน้าผาก จมูก หรืออวัยวะเพศ สิวหินชนิดนี้อาจหายเองได้ แต่บางครั้งก็อาจใช้เวลานานหลายเดือน ️
- สิวหินในวัยหนุ่มสาว: อาจมีสาเหตุมาจากอาการเจ็บป่วย เช่น มะเร็งผิวหนัง หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม
- สิวหินชนิดแบนราบ: เกิดจากการติดเชื้อที่ลุกลามบนผิวหนัง อาจเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางชนิด มักพบในผู้หญิงวัยกลางคน บริเวณหลังหู ตา แก้ม และกราม
- สิวหินชนิดบาดแผล: เกิดจากผิวหนังได้รับบาดเจ็บ เช่น ผิวหนังอักเสบ แผลไฟไหม้ หรือการเสียดสีซ้ำ ๆ ทำให้รูขุมขนและต่อมไขมันถูกรบกวน มักพบที่หลังมือและนิ้วมือ ️
ลักษณะของสิวหินเป็นยังไง
หลายคนคงรู้สึกเซ็งกับสิวหินไม่น้อย นอกจากจะใช้เวลานานกว่าจะหายแล้ว ตำแหน่งที่ขึ้นก็ชวนให้หงุดหงิดใจอีกด้วย เพราะสิวหินมักจะเป็นตุ่มนูนแข็งขนาดเล็ก สีขาวขุ่น เนื้อ ๆ หรือเหลือง ๆ ขนาดประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ไม่มีอาการเจ็บหรือคัน แต่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกถึงก้อนแข็ง ๆ ใต้ผิวหนัง
สามารถเกิดบริเวณใดได้บ้าง

ซึ่งบริเวณที่เจอบ่อย ๆ ก็คือ รอบดวงตา ไม่ว่าจะเป็นใต้ตาหรือเปลือกตา ซึ่งเป็นจุดที่ผิวบอบบางมาก ๆ บีบออกก็ไม่ได้ง่าย ๆ แต่สิวหินก็ไม่ได้ปักหลักอยู่แค่ตรงนั้น ยังสามารถขึ้นที่อื่นได้อีก เช่น โหนกแก้ม จมูก หรือแม้แต่สิวหินที่หลัง ที่ทำให้ผิวบริเวณนั้นดูไม่เนียนเรียบ หลายคนเลยกังวลเรื่องความสวยงามและเสียความมั่นใจไปเลย
5 วิธีรักษาสิวหิน มีอะไรบ้าง

การรักษาสิวหินมีหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละคน โดยมีวิธีรักษาดังต่อไปนี้
- การกดสิว
ใช้เข็มสะกิดแล้วใช้ที่กดสิวกดหัวสิวออกมา เป็นวิธีที่ง่ายและทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด อาจทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นแผลเป็นได้ง่าย หากไม่ชำนาญ ไม่แนะนำให้กดเอง หากต้องการกดสิวหิน ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อให้แพทย์ช่วยกดอย่างถูกวิธีและปลอดภัย อ่านบทความเพิ่มเติม: กดสิวอันตรายไหม - การรักษาด้วย CO2 เลเซอร์
ใช้ เลเซอร์ CO2 เปิดหัวสิวก่อน แล้วแพทย์จะกดสิวออก สามารถลดโอกาสเกิดแผลเป็นน้อยกว่าการกดสิวเอง เจ็บน้อยกว่าและช้ำน้อยกว่า ซึ่งเลเซอร์ CO2 มีความแม่นยำสูง สามารถเลือกตำแหน่งในการยิงเลเซอร์ได้ตามต้องการ และกำจัดสิวหินได้อย่างรวดเร็ว ราคาเริ่มต้นของการรักษาสิวหินด้วยเลเซอร์ CO2 อยู่ที่ 890 บาท อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทำเลเซอร์ และดูแลผิวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดหลังทำเลเซอร์ - การรักษาด้วยความเย็น (Liquid Nitrogen)
ใช้ความเย็นจากไนโตรเจนเหลวมาจี้สิวหิน เพื่อทำลายเนื้องอก เหมาะสำหรับสิวหินที่ขึ้นในบริเวณผิวบอบบาง เช่น ใต้ตา และต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจมีอาการแสบหรือคันเล็กน้อยหลังทำ - การรักษาด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)
ใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าจี้บริเวณสิวหินเพื่อกำจัดออก ซึ่งวิธีมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ผลข้างเคียงน้อย ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น - ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อแนะนำการรักษา
สิวหินคือตุ่มเนื้อขนาดเล็กที่เกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ แม้จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจสร้างความกังวลใจและส่งผลต่อความมั่นใจได้ การปรึกษาแพทย์ผิวหนังจึงเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและคำแนะนำในการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณ หากคุณกำลังมองหาคลินิกรักษาสิวที่น่าเชื่อถือ ลลิษา คลินิกเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์ พร้อมเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ลลิษา คลินิกสามารถให้คำปรึกษและรักษาปัญหาสิวหินของคุณได้
การป้องกันการเกิดสิวหิน
การดูแลผิวอย่างเหมาะสมและการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นบางอย่าง อาจช่วยลดความเสี่ยงได้บ้าง ดังนี้
- ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน: ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป และหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรง ๆ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและกระตุ้นการเกิดสิวหินได้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า: การสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ อาจนำสิ่งสกปรกและแบคทีเรียมาสู่ผิว ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวได้
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันมากเกินไป และไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน (non-comedogenic)
- ปกป้องผิวจากแสงแดด: แสงแดดอาจทำให้ผิวระคายเคืองและกระตุ้นการเกิดสิวหินได้ ดังนั้นควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำทุกวัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ: การพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้ผิวอ่อนแอและเกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น
- จัดการความเครียด: ความเครียดอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดสิวหินได้ ดังนั้นควรหาวิธีจัดการความเครียดที่เหมาะสม เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ หรือการทำกิจกรรมที่ชอบ
ดูแลผิวอย่างไรดีเมื่อมีสิวหิน
การดูแลผิวเมื่อมีสิวหิน สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจก่อนว่าสิวหินนั้นแตกต่างจากสิวทั่วไป สิวหินคือเนื้องอกขนาดเล็กของต่อมเหงื่อ มีลักษณะเป็นตุ่มเนื้อขนาดเล็กสีเนื้อหรือเหลือง จะขึ้นบริเวณรอบดวงตา ไม่สามารถบีบออกได้เหมือนสิวทั่วไป และการรักษาต้องใช้วิธีที่แตกต่างออกไป
- อย่าพยายามบีบหรือกดสิวหินด้วยตัวเอง: การบีบสิวหินเองอาจทำให้เกิดการอักเสบ รอยแผลเป็น หรือการติดเชื้อได้
- ดูแลผิวรอบดวงตาเป็นพิเศษ: เนื่องจากสิวหินมักขึ้นบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นผิวที่บอบบาง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวรอบดวงตาที่อ่อนโยนและไม่มีน้ำหอม
- หลีกเลี่ยงการขัดผิว: การขัดผิวบริเวณที่เป็นสิวหินอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้อาการแย่ลงได้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำมัน: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน (oil-free) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการอุดตันของรูขุมขน
- ปกป้องผิวจากแสงแดด: แสงแดดอาจทำให้สิวหินมีสีเข้มขึ้นได้ ดังนั้นควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำทุกวัน
- รักษาสุขอนามัย: ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ
สิวหินอันตรายหรือไม่?

ถึงแม้ว่าสิวหินจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าใครที่มีสิวหินขึ้นเยอะ หรือรู้สึกไม่มั่นใจ ก็สามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมได้
ข้อพิจารณาเลือกรักษาสิวหินที่ไหนดี?
การรักษาสิวหินให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยนั้น การเลือกสถานพยาบาลที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้คุณได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบประวัติและคุณวุฒิของแพทย์
- เทคโนโลยีและอุปกรณ์ เลือกคลินิกที่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและได้รับการรับรอง
- ความสะอาดและมาตรฐาน ตรวจสอบความสะอาดของสถานพยาบาล และเลือกคลินิกที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง
- รีวิวและความน่าเชื่อถือ ควรอ่านรีวิวจากผู้ที่เคยใช้บริการ พร้อมเลือกคลินิกที่มีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจ
ลลิษาคลินิกเป็นคลินิกให้บริการรักษาสิว โดยมีทีมแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางที่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษาสิว นอกจากนี้ ลลิษาคลินิกยังให้ความสำคัญกับความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการได้รับการดูแลที่ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. สิวหินหลุดเองได้ไหม?
สิวหินจะไม่หลุดเองตามธรรมชาติ เนื่องจากเป็นเนื้องอกที่เกิดจากต่อมเหงื่อที่ขยายตัว ดังนั้นการรักษาจึงต้องใช้วิธีทางการแพทย์ เช่น เลเซอร์ จี้ไฟฟ้า หรือการผ่าตัด ไม่ควรบีบหรือกดสิวหินเอง เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อและแผลเป็น
2. สิวหินบีบได้ไหม?

ไม่ควรบีบสิวหินด้วยตัวเอง การบีบสิวหินเองอาจทำให้เกิดการอักเสบ รอยแผลเป็น หรือการติดเชื้อได้ เนื่องจากสิวหินมีลักษณะเป็นเนื้องอก ไม่ใช่สิวอุดตันที่สามารถบีบออกได้ง่าย ๆ การบีบสิวหินที่ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหนังโดยรอบ และยิ่งทำให้สิวหินมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเกิดการกระจายตัวได้ อ่านบทความเพิ่มเติม : บีบสิว มีข้อเสียอะไรบ้าง
3. สิวหินหายเองได้ไหม?
สิวหินสามารถหายเองได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องใช้เวลานานมาก บางรายอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี สิวหินบางชนิดอาจอยู่กับเราไปตลอดชีวิต หากปล่อยทิ้งไว้ สิวหินอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือจำนวนมากขึ้นได้
4. สิวหินกี่วันหาย?
ระยะเวลาในการหายของสิวหินขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาด ชนิด และวิธีการรักษา หากไม่ได้รับการรักษา สิวหินอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการหายเอง แต่หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สิวหินอาจหายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน
5. สิวหิน VS สิวข้าวสารต่างกันหรือไม่

สิวหินและสิวข้าวสาร ถึงแม้จะมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ นูน ๆ เหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกัน ซึ่งสิวหินเกิดจากเนื้องอกของท่อเหงื่อ ส่วนสิวข้าวสารเกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อ สิวหินจะเกิดบริเวณรอบดวงตาและไม่มีอาการเจ็บคัน ในขณะที่สิวข้าวสารมักจะเกิดบริเวณใต้ตา โหนกแก้ม และจมูก อาจมีอาการคันเล็กน้อย (เจาะลึกสิวข้าวสาร: สิวเม็ดข้าวสาร เกิดจากอะไร พร้อมเผยวิธีรักษา)
สาเหตุของสิวหินส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรมและอายุ ในขณะที่สิวข้าวสารมักเกิดจากการระคายเคืองผิวหนังหรือบาดแผล หากไม่แน่ใจว่าเป็นสิวชนิดไหน ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม
6. รักษาสิวหินด้วยตัวเองได้หรือไม่?
การรักษาสิวหินด้วยตัวเองอาจทำได้ยากและไม่แนะนำ เนื่องจากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น รอยแผลเป็น หรือการติดเชื้อได้ การกำจัดสิวหินควรทำโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยวิธีการรักษาที่นิยม ได้แก่ เลเซอร์ การจี้ด้วยไฟฟ้า และการผ่าตัดขนาดเล็ก
สรุป
สิวหินเป็นเนื้องอกชนิดหนึ่งที่เกิดจากท่อเหงื่อหรือต่อมเหงื่อ เป็นตุ่มนูนขนาดเล็กบริเวณรอบดวงตา แก้ม และจมูก แม้จะไม่เป็นอันตรายแต่อาจส่งผลต่อความมั่นใจ การรักษามีหลายวิธี ทั้งการใช้เลเซอร์รักษาสิว, หรือการจี้ไฟฟ้า ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ที่ลลิษาคลินิก มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและรักษาสิวหินด้วยเลเซอร์ที่เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้คุณมั่นในความปลอดภัย
แหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับข้อมูลสิวหิน
clevelandclinic. June20, 2022. Syringoma
https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/23321-syringoma
dermnetnz. December, 2024. Syringoma
https://dermnetnz.org/topics/syringoma
บทความโดย
ลลิษาคลินิก : คลินิกรักษาสิว ดูแลโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านผิวหนัง (ตจวิทยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลปัญหาผิว
ใครที่กำลังเผชิญปัญหาผิวหน้า เป็นสิว ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มากประสบการณ์ด้านผิวหนังที่ลลิษาคลินิกได้ ฟรี!! ที่ตั้งคลินิก เซ็นทรัลพระราม 9 ชั้น 9 (ติดบันไดเลื่อน)