คันผิวหนัง ไม่รู้สาเหตุ? การแก้ไขและป้องกัน

คันผิวหนัง เกิดจากอะไร? บ่งบอกอะไรบ้าง? รักษายังไง

อาการคันตามเนื้อตัว ไม่ว่าจะคันยุบยิบ หรือคันจนนอนไม่หลับ เป็นปัญหากวนใจที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนมักตั้งคำถามว่า คันผิวหนังเกิดจากอะไร? เป็นแค่เรื่องผิวแห้งธรรมดา หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่น วันนี้หมอตาลจะพาไปสำรวจสาเหตุหลัก ๆ และแนวทางแก้ไขเบื้องต้นกันค่ะ

คันผิวหนัง คืออะไร

คันผิวหนัง

อาการคันผิวหนัง คือความรู้สึกระคายเคืองไม่สบายตัวบนผิวหนังที่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายด้วยความรู้สึกอยากเกาเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งอาการคันนี้ไม่ได้จัดเป็นโรคโดยตรง แต่เป็นเพียงสัญญาณ หรืออาการแสดงที่บ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างของร่างกาย โดยอาจเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉพาะจุด เช่น การถูกแมลงกัด หรือเกิดผื่นคันทั่วร่างกายจากสาเหตุภายในอย่างโรคภูมิแพ้หรือโรคตับ

แม้การเกาจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ชั่วคราว แต่ควรระมัดระวังไม่ให้เการุนแรงจนเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวหนังถลอก อักเสบ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อนซึ่งจะทำให้การรักษายุ่งยากขึ้นกว่าเดิม

อาการคันผิวหนังในแต่ละช่วงบ่งบอกอะไรบ้าง

ช่วงเวลาที่รู้สึกคันผิวหนังสามารถบอกใบ้ถึงต้นตอของปัญหาได้ เพราะร่างกายและสภาพแวดล้อมในแต่ละช่วงวันส่งผลต่อผิวหนังต่างกัน

คันผิวหนังตอนกลางคืน

คันผิวหนังตอนกลางคืน

อาการคันผิวหนังที่ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเข้านอน เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุ ดังนี้

  • ไรฝุ่นและแมลง: หากคันยุบยิบเมื่อตัวถึงที่นอน อาจเกิดจากตัวไรฝุ่นที่ซ่อนอยู่ตามเครื่องนอน
  • โรคหิด (Scabies): สัญญาณเด่นของโรคหิดคืออาการคันรุนแรงในเวลากลางคืน เพราะเป็นช่วงที่ตัวไรหิดออกมาขุดเจาะผิวหนังเพื่อวางไข่
  • สารต้านการอักเสบ: ในช่วงค่ำร่างกายจะหลั่งสารต้านการอักเสบ (Cortisol) ลดลง แต่หลั่งสารที่กระตุ้นอาการคัน (Cytokines) เพิ่มขึ้น อุณหภูมิผิวที่สูงขึ้นและการสูญเสียน้ำในผิวตอนนอนก็กระตุ้นให้คันได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

คันผิวหนังหลังอาบน้ำ

ใครที่อาบน้ำเสร็จแล้วรู้สึกคันยิบ ๆ หรือผิวตึงทันที มักมีสาเหตุดังนี้

  • ผิวแห้งขาดน้ำรุนแรง: การอาบน้ำอุ่นจัดหรือฟอกสบู่ที่มีฤทธิ์แรงจะชะล้างน้ำมันธรรมชาติออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งตึงและเกิดอาการคัน (รู้สาเหตุผิวแห้ง เพิ่มเติม)
  • แพ้น้ำ: ในบางรายอาจแพ้คลอรีนหรือสารปนเปื้อนที่มากับน้ำประปา
  • โรคเลือดบางชนิด: (พบน้อย) เช่น ภาวะเลือดข้น (Polycythemia Vera) ที่ทำให้เกิดอาการคันหลังอาบน้ำอุ่น

คันผิวหนังตอนเช้า

คันผิวหนังตอนเช้า

ตื่นนอนปุ๊บ คันปั๊บ หรือมีผื่นขึ้นตอนเช้า มักสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมในห้องนอน ดังนี้

  • ภูมิแพ้ไรฝุ่นสะสม: ตลอดทั้งคืนที่เรานอน ร่างกายอาจสูดดมหรือสัมผัสกับมูลไรฝุ่นที่สะสมบนหมอน ทำให้ตื่นมาพร้อมอาการคันตา คันจมูก หรือคันตามตัว
  • ผิวแห้งจากเครื่องปรับอากาศ: การนอนในห้องแอร์เย็นจัดตลอดคืน ดึงความชื้นออกจากผิวหนัง ทำให้ตื่นมาผิวแห้งแตกและคัน
  • ลมพิษจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ: สำหรับบางคน การลุกจากที่นอนอุ่น ๆ มาเจออากาศเย็นตอนเช้า อาจกระตุ้นให้เกิดลมพิษได้

คันผิวหนังตอนกลางวัน

หากอาการคันผิวหนังมักเกิดขึ้นในระหว่างวัน ขณะทำงาน หรืออยู่นอกบ้าน สาเหตุมักมาจากปัจจัยภายนอกคือ

  • แพ้เหงื่อและระบายอากาศไม่ดี: อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกมาก หากเสื้อผ้าระบายอากาศไม่ดี จะเกิดความอับชื้นสะสม นำไปสู่ผดผื่นคันหรือเชื้อรา
  • ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis): อาจเกิดจากการสัมผัสสารเคมีในที่ทำงาน ฝุ่นละออง หรือแม้แต่เครื่องประดับที่ใส่อยู่
  • ความเครียด (Psychogenic Itch): ความเครียดและความวิตกกังวลระหว่างวัน สามารถกระตุ้นปลายประสาทให้รู้สึกคันขึ้นมาเองได้โดยไม่มีผื่น

คันผิวหนังแต่ละบริเวณบ่งบอกอะไร

อาการคันผิวหนังแต่ละบริเวณ

นอกจากช่วงเวลาแล้ว ตำแหน่งที่เกิดอาการคันผิวหนังก็เป็นเบาะแสสำคัญที่ช่วยหาสาเหตุได้แม่นยำขึ้น เพราะผิวหนังแต่ละส่วนมีความบอบบางและปัจจัยเสี่ยงต่างกัน มาดูกันว่าอาการคันผิวหนังทั้ง 3 จุดยอดฮิตนี้ เกิดจากอะไรได้บ้าง

1. คันผิวหนังบริเวณคอ

ผิวหนังบริเวณลำคอบอบบางและเกิดการเสียดสีได้ง่าย อาการคันบริเวณนี้มักเกิดจาก

  1. ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis): เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ลองสังเกตว่าคนไข้เพิ่งเปลี่ยน สร้อยคอ (แพ้นิกเกิล) ฉีดน้ำหอมบริเวณต้นคอ หรือใช้แชมพูตัวใหม่หรือไม่ สารเคมีเหล่านี้มักไหลลงมาสะสมที่คอจนเกิดการระคายเคือง
  2. ผดร้อนและเหงื่อ: เนื่องจากคอเป็นจุดที่มีรอยพับและอับชื้นง่าย โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะหรืออากาศร้อน เหงื่อจะขังตามรอยพับจนเกิดผดผื่นคัน
  3. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง: ในเด็กหรือผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ รอยพับบริเวณลำคอจะเป็นจุดที่ผื่นภูมิแพ้มักกำเริบ ทำให้ผิวแห้ง หนา และคันมาก

2. คันผิวหนังบริเวณใบหน้า

อาการคันหน้าไม่เพียงแต่น่ารำคาญ แต่ยังทำลายความมั่นใจ สาเหตุหลักมักมาจาก

  1. แพ้เครื่องสำอางและสกินแคร์: หากคันยิบ ๆ หลังทาครีม หรือแต่งหน้า อาจเกิดจากการแพ้น้ำหอม สารกันเสีย หรือแอลกอฮอล์ในผลิตภัณฑ์
  2. เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis): หากคันบริเวณ ทีโซน (หัวคิ้ว ข้างจมูก หลังหู) และมีขุยสีเหลืองมัน ๆ ร่วมด้วย มักเกิดจากต่อมไขมันทำงานผิดปกติ หรือโรคเซ็บเดิร์ม
  3. ผิวแห้งจากการล้างหน้า: การใช้โฟมล้างหน้าที่มีค่า pH สูง หรือล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นบ่อยเกินไป จะทำลายเกราะป้องกันผิวหน้า ทำให้หน้าแห้งตึงและคัน

3. คันผิวหนังบริเวณแขน

คันผิวหนังบริเวณแขน

อาการคันที่แขนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะอาจเกิดได้ทั้งจากผิวหนังและเส้นประสาท

  1. ขนคุด (Keratosis Pilaris): หากคันบริเวณต้นแขนด้านนอก และมีตุ่มสาก ๆ เหมือนหนังไก่ เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน พบได้บ่อยในคนผิวแห้ง
  2. ผิวไหม้แดด: แขนเป็นส่วนที่รับแสงแดดโดยตรง หากไม่ทากันแดด รังสียูวีจะทำลายผิวชั้นนอก ทำให้เกิดอาการคันยิบ ๆ จากผิวไหม้ (Sunburn)
  3. เส้นประสาทถูกกดทับ (Brachioradial Pruritus): หากคันลึก ๆ ที่แขนหรือข้อศอก เกาเท่าไหร่ก็ไม่หาย และผิวภายนอกดูปกติ อาจเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทบริเวณกระดูกต้นคอ ซึ่งส่งสัญญาณความรู้สึกผิดเพี้ยนมาที่แขน (มักพบในคนที่ทำงานออฟฟิศซินโดรม)

คันผิวหนังเกิดจากสาเหตุอะไร

อายุเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดโครงสร้างผิวและสาเหตุของการคันผิวหนัง

คันผิวหนัง วัยเด็ก

ผิวของเด็กนั้นบอบบางกว่าผู้ใหญ่มาก เกราะป้องกันผิวยังทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้ไวต่อสิ่งกระตุ้น สาเหตุมักเกิดจากสิ่งเหล่านี้

  1. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis): สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เด็กคันเรื้อรัง มักมีผื่นแดง แห้ง ลอก ตามข้อพับแขน ข้อพับขา หรือแก้ม สัมพันธ์กับพันธุกรรมภูมิแพ้
  2. ผดร้อน (Heat Rash): ต่อมเหงื่อของเด็กยังระบายได้ไม่ดี เมื่อเจออากาศร้อนอบอ้าว จึงเกิดการอุดตันเป็นตุ่มใสหรือตุ่มแดงเล็ก ๆ มักคันยิบ ๆ เวลาเหงื่อออก
  3. การติดเชื้อ (Infection): วัยซุกซนชอบเล่นคลุกคลีกัน ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เช่น หิด เหา หรือโรคมามือเท้าปาก ซึ่งล้วนมีอาการคันเป็นอาการนำ

คันผิวหนัง วัยทำงาน

คันผิวหนัง ในผู้หญิงวัยทำงาน

วัยนี้ผิวหนังแข็งแรงเต็มที่แต่ต้องเผชิญกับมลภาวะความเครียด และสารเคมีมากที่สุด สาเหตุจึงมักมาจากปัจจัยภายนอกและไลฟ์สไตล์

  1. ความเครียด (Stress & Psychogenic Itch): ยิ่งเครียด ยิ่งคัน ความเครียดจากการทำงานกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีนออกมา ทำให้เกิดอาการคันโดยไม่มีผื่น หรือกระตุ้นให้โรคผิวหนังเดิมกำเริบ
  2. ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis): เกิดจากสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แพ้เครื่องสำอาง แพ้นิกเกิลจากหัวเข็มขัด/ต่างหู หรือแพ้สารเคมีในผงซักฟอก
  3. ผิวแห้งจากห้องแอร์ (Office Syndrome Skin): การนั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวันดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งตึงและคัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าแข้งและแขน

คันผิวหนัง วัยทอง

เมื่อเข้าสู่วัยทอง (45-50 ปีขึ้นไป) ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนครั้งใหญ่ ส่งผลต่อผิวหนังโดยตรง

  1. ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำ (Estrogen Deficiency): ฮอร์โมนนี้ช่วยสร้างคอลลาเจนและน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง ผิวจะบาง แห้ง และขาดความยืดหยุ่น ทำให้เกิดอาการคันยุบยิบได้ง่ายแม้ไม่มีผื่น
  2. ต่อมไขมันทำงานลดลง (Senile Xerosis): เป็นภาวะผิวแห้งในผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ผิวจะดูหยาบกร้าน แตกเป็นเกล็ดปลา และคันมากหลังอาบน้ำ
  3. สัญญาณโรคเรื้อรัง: ในวัยนี้ อาการคันเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณของโรคระบบภายใน เช่น โรคเบาหวาน (คันอวัยวะเพศ/คันตามตัว), โรคไตวาย หรือโรคตับ ซึ่งควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

8 วิธีแก้คันผิวหนัง มีอะไรบ้าง

  1. ประคบเย็นหยุดคัน: ความเย็นช่วยลดการอักเสบได้ทันที เพียงใช้น้ำแข็งห่อผ้าหรือเจลเย็นประคบจุดที่คัน 10-15 นาที
  2. เติมน้ำให้ผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์: เพราะผิวแห้งคือต้นเหตุ ให้ทาครีมสูตรเข้มข้น (มี Urea ยิ่งดี) หรือสูตรอ่อนโยนปราศจากน้ำหอมเพื่อล็อกความชุ่มชื้น
  3. คาลาไมน์โลชั่นช่วยได้: แป้งน้ำสีชมพูสูตรดั้งเดิม ช่วยให้ผิวเย็นลงและลดความรู้สึกอยากเกาได้ดีเยี่ยม
  4. อาบน้ำสูตรธรรมชาติ: ลองผสม “ข้าวโอ๊ตบดละเอียด” หรือ “เบกกิ้งโซดา” 1 ถ้วย ลงในอ่างน้ำอุ่นแล้วแช่ตัว จะช่วยปลอบประโลมผิวที่ระคายเคือง
  5. ตัดวงจรการเกา: ยิ่งเกายิ่งลาม! ควรตัดเล็บให้สั้นเสมอ หรือสวมถุงมือผ้านุ่ม ๆ ตอนนอนป้องกันการเผลอเกาจนติดเชื้อ
  6. เปลี่ยนสบู่เป็นสูตรอ่อนโยน: เลือกใช้สบู่เหลวที่มีค่า pH สมดุล หรือสูตร Hypoallergenic เลี่ยงสารกันเสียและน้ำหอมฉุน
  7. บอกลาน้ำอุ่นจัด: น้ำร้อนจะดึงน้ำมันออกจากผิว ทำให้คันยิ่งกว่าเดิม ควรอาบน้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่นเพียงเล็กน้อย
  8. ใช้ยาแก้แพ้เมื่อจำเป็น: หากคันจนนอนไม่ได้ ยาแก้แพ้ (Antihistamines) จะช่วยลดสารก่อการระคายเคืองได้ (ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้)

วิธีการป้องกัน มีอะไรบ้าง

วิธีป้อนกันคันผิวหนัง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย สามารถช่วยสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง และลดโอกาสที่อาการคันจะกลับมากวนใจได้ในระยะยาว

  1. ปรับเปลี่ยนนิสัยการอาบน้ำ

การรักษาความสะอาดเป็นเรื่องดี แต่การสะอาดเกินไปอาจทำร้ายผิวได้

ลดอุณหภูมิน้ำ: ฝึกอาบน้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่นเพียงเล็กน้อย หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัด

ลดเวลา: ไม่ควรแช่น้ำหรืออาบน้ำนานเกิน 10-15 นาที

เลือกสบู่: ใช้สบู่ที่มีค่า pH เหมาะสม (pH 5.5) และปราศจากสารทำความสะอาดที่รุนแรง (SLS/SLES Free)

  1. ทาครีมให้เป็นกิจวัตร ไม่ต้องรอให้ผิวแห้ง

อย่ารอให้ผิวแห้งแตกแล้วค่อยทาครีม ให้หมั่นทามอยส์เจอไรเซอร์ทุกครั้งหลังอาบน้ำ (ภายใน 3 นาทีแรกขณะผิวหมาด) เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นให้ยาวนานที่สุด หากเป็นคนผิวแห้งมาก แนะนำให้พกครีมหลอดเล็ก ๆ ติดตัวไว้ทาระหว่างวัน

  1. เลือกเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อผิว

เสื้อผ้าคือสิ่งที่สัมผัสผิวเราตลอดวัน

เนื้อผ้า: เลือกผ้าฝ้าย (Cotton) หรือผ้าใยธรรมชาติที่ระบายอากาศได้ดี
รูปทรง: สวมใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ สบายตัว ลดการเสียดสีและการอับชื้น
ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงผ้าขนสัตว์หรือใยสังเคราะห์หนา ๆ โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน

  1. ระวังสารเคมีจากการซักล้าง

บางครั้งสาเหตุของอาการคันซ่อนอยู่ในกลิ่นหอมของเสื้อผ้า ลองเปลี่ยนมาใช้

น้ำยาซักผ้าสูตรสำหรับเด็ก หรือสูตรผิวแพ้ง่าย
ลดปริมาณน้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือเลิกใช้หากมีอาการคันรุนแรง
ล้างน้ำเปล่าให้สะอาดหมดจดทุกครั้ง เพื่อไม่ให้มีสารตกค้าง

  1. จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

ความชื้น: หากทำงานหรือนอนในห้องแอร์เป็นประจำ ควรมีแก้วน้ำวางไว้ หรือใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier) ป้องกันอากาศแห้งเกินไป
ความสะอาด: หมั่นซักปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และดูดฝุ่นผ้าม่านเป็นประจำ เพื่อกำจัดไรฝุ่นและขนสัตว์เลี้ยง

  1. ดูแลตัวเองจากภายใน

สุขภาพผิวที่ดีเริ่มต้นจากภายในร่างกาย

ดื่มน้ำให้เพียงพอ: อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อเติมน้ำให้เซลล์ผิว
จัดการความเครียด: หาเวลาผ่อนคลาย เพราะความเครียดกระตุ้นอาการคันได้
หลีกเลี่ยงอาหารแสลง: สำหรับบางคน อาหารหมักดอง หรือแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดและเกิดอาการคันได้ง่ายขึ้น

คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)

คันผิวหนังที่เดิมซ้ำๆอันตรายหรือไม่?

ส่วนใหญ่มักเกิดจากผิวหนังหนาตัวจากการเกา (Lichen Simplex Chronicus) ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ควรรักษาเพื่อไม่ให้เรื้อรัง หากมีไฝเปลี่ยนสีหรือเลือดออกร่วมด้วยควรพบหมอเพื่อคัดกรองมะเร็ง

คันผิวหนัง ไม่มีผื่น บ่งบอกอะไร?

สาเหตุหลักคือ ผิวแห้งขาดน้ำ แต่หากทาครีมแล้วไม่หาย อาจเป็นสัญญาณของ โรคภายใน (เบาหวาน โรคไต โรคตับ) หรือเกิดจากความเครียด

คันผิวหนัง เป็นตุ่มบ่งบอกอะไร?

ตุ่มแดงเกิดจากยุง/แมลงกัด ส่วนตุ่มใส ผดร้อนหรือภูมิแพ้ ตุ่มนูนตามง่ามนิ้ว (คันกลางคืน) เสี่ยงเป็นโรคหิด

คันผิวหนัง เป็นผื่นแดงเกิดจากอะไร?

มักเกิดจาก การแพ้สัมผัส (แพ้สบู่ สารเคมี โลหะ) หรือเกิดจาก เชื้อรา (กลาก เกลื้อน) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นวงแดง

คันผิวหนังหายเองได้ไหม?

หายได้ หากเกิดจากผิวแห้ง แมลงกัด หรือผดร้อน แต่ถ้าเกิดจากเชื้อรา หิด หรือติดเชื้อแบคทีเรียจะไม่หายเองต้องใช้ยา

คันผิวหนัง รักษากี่วันหาย?

แพ้ระคายเคืองทั่วไป 3-7 วัน ภูมิแพ้ 1-2 สัปดาห์ เชื้อราหรือโรคหิดต้องทายาต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์

คันผิวหนัง รักษาที่ไหนดี?

แผนกผิวหนังตามโรงพยาบาลทั่วไป สถาบันโรคผิวหนัง หรือคลินิกผิวหนังเฉพาะทาง

คันผิวหนัง แสบร้อนเกิดจากอะไร?

มักเกี่ยวข้องกับ เส้นประสาท เช่น โรคงูสวัด (มีตุ่มน้ำใส) รู้อาการโรคงูสวัดเพิ่มเติม หรือ ผิวไหม้แดด อย่างรุนแรง

สรุปให้ชัด

อาการคันผิวหนังแม้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อาจซ่อนสัญญาณความผิดปกติของร่างกายหรือโรคผิวหนังได้ (ความรู้ผิวหนังเพิ่มเติมจากหมอ โรคผิวหนัง มีอะไรบ้าง?) ซึ่งการดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างการปรับพฤติกรรมและหมั่นเติมความชุ่มชื้นเป็นเกราะป้องกันเบื้องต้นที่ดี แต่หากอาการคันรุนแรง เรื้อรัง หรือรบกวนการใช้ชีวิต อย่าปล่อยทิ้งไว้

คลินิกผิวหนังลลิษาพร้อมดูแลและให้คำปรึกษาทุกปัญหาผิวพรรณด้วยทีมหมอผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ ที่ใส่ใจวิเคราะห์ลึกถึงต้นตอเพื่อการรักษาที่ตรงจุด ปลอดภัย ช่วยกู้คืนผิวสวยสุขภาพดีและความมั่นใจให้กลับมาอีกครั้ง

แหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับคันผิวหนัง

Mayo Clinic. Itchy skin (pruritus) – Symptoms and causes.
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/itchy-skin/symptoms-causes/syc-20355006

NHS. Itchy skin.
https://www.nhs.uk/symptoms/itchy-skin/

healthdirect. Itchy skin – treatments, causes and prevention.
https://www.healthdirect.gov.au/itchy-skin

บทความโดย

ลลิษาคลินิก : คลินิกรักษาสิว ดูแลโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านผิวหนัง (ตจวิทยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลปัญหาผิว

ใครที่กำลังเผชิญปัญหาผิวหน้า เป็นสิว ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มากประสบการณ์ด้านผิวหนังที่คลินิกผิวหนัง ลลิษา ได้ ฟรี!! ทุกสาขา