คลินิกรักษาสิว โดยแพทย์โรคผิวหนังโดยเฉพาะ
สิวฮอร์โมน เป็นแบบไหน? ขึ้นตรงไหนบ้าง แก้ยังไง ให้หาย
- วันที่อัพเดท: เมษายน 21, 2026
เจอปัญหาสิวฮอร์โมนซ้ำซากอยู่ใช่ไหมคะ หมอบอกเลยว่านี่เป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในทั้งวัยต่างๆ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศภายในร่างกายที่ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไขมันและการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งสิวฮอร์โมนนี้เองค่ะที่สามารถทำให้รู้สึกไม่มั่นใจและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนไข้ในวัยรุ่น วัยทำงาน วันนี้เราเลยจะมาช่วยให้คนไข้รู้ว่าสิวฮอร์โมน เป็นแบบไหน? วิธีสังเกต บริเวณที่มักขึ้นและรู้วิธีการรักษาสิวฮอร์โมนให้หายและการป้องกัน
Key Takeaway
- สิวฮอร์โมนคือ สิวที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย มักเป็น ๆ หาย ๆ ตามรอบเดือนหรือช่วงเครียด
- ลักษณะสิวฮอร์โมน มักเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ อย่างชนิดสิวหัวช้าง หรือสิวใต้ผิวหนัง ชอบขึ้นบริเวณคาง กรอบหน้า และแนวกราม
- สิวฮอร์โมนเกิดจากฮอร์โมนแอนโดรเจนกระตุ้นต่อมไขมัน ทำให้ผิวมันมาก รูขุมขนอุดตัน และเกิดการอักเสบ
- วิธีรักษาสิวฮอร์โมน ควบคุมความมัน ลดการอุดตัน ใช้ยาทาสิวหรือยารับประทาน และบางรายอาจต้องปรับฮอร์โมนภายใต้การดูแลแพทย์
- วิธีป้องกันสิวฮอร์โมนควรดูแลผิวให้เหมาะกับสภาพผิว พักผ่อนให้พอ ลดความเครียด เลี่ยงการบีบสิว และปรึกษาแพทย์หากเป็นเรื้อรัง
รู้จัก! สิวฮอร์โมน คืออะไร
สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) คือสิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น และส่งผลให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน สิวฮอร์โมนมักเกิดบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณแก้ม คาง และกราม ซึ่งสิวฮอร์โมนสามารถมีลักษณะเป็นสิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวอักเสบ หรือสิวซีสต์ก็ได้
สิวฮอร์โมนเป็นแบบไหน

สิวฮอร์โมนเป็นแบบไหน? สิวฮอร์โมน มีลักษณะเป็นตุ่มใหญ่ และเกิดขึ้นเป็นประจำซ้ำๆในช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงช่วงเดิมๆ เช่น ช่วงมีประจำเดือนหรือช่วงวัยรุ่น ช่วงที่เครียดสะสมมาก ช่วงที่กินยาฮอร์โมนบางชนิด สิวประเภทนี้มักมีขนาดใหญ่และอักเสบมากกว่าสิวทั่วไป
Tip จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นสิวฮอร์โมน?
สิวฮอร์โมนดูยังไง? การสังเกตว่าตนเองเป็นสิวฮอร์โมนสามารถทำได้โดยดูว่ามีสิวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และลักษณะของสิวนั้นมีขนาดใหญ่และอักเสบหรือไม่ ละตำแหน่งที่พบ เช่น ใบหน้า คอ หน้าอก และหลัง หากมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม
ตำแหน่งสิวฮอร์โมนขึ้นตรงไหนบ้าง
สิวฮอร์โมนมักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า เช่น แก้ม คาง และกราม นอกจากนี้ยังสามารถเกิดบริเวณหลังและหน้าอกได้ ซึ่งหมอมีรายละเอียดแต่ละตำแหน่งสิวฮอร์โมนดังนี้
- สิวฮอร์โมนขึ้นที่คาง มักสัมพันธ์กับรอบเดือนหรือฮอร์โมนแปรปรวน พบมากในผู้หญิงวัยทำงาน ควรเน้นลดการอุดตันและปรึกษาแพทย์หากเป็นซ้ำบ่อย
- ขึ้นที่หลัง หากสิวฮอร์โมนขึ้นบริเวณนี้จะเกิดจากต่อมไขมันขนาดใหญ่ร่วมกับเหงื่อและการเสียดสี พบบ่อยในวัยรุ่นหรือคนออกกำลังกาย ควรรักษาความสะอาดและลดความอับชื้น
- สิวฮอร์โมนขึ้นตรงจมูก จมูกมีความมันสูง จึงเกิดสิวอุดตันง่ายเมื่อฮอร์โมนกระตุ้น ควรควบคุมความมันและหลีกเลี่ยงการบีบสิว
- ขึ้นที่หน้าผาก มักเกิดจากความมันร่วมกับเหงื่อหรือผลิตภัณฑ์ผม พบได้บ่อยในวัยรุ่น ควรรักษาความสะอาดเส้นผมและผิวบริเวณนี้
- ขึ้นที่แก้ม ตำแหน่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนและการเสียดสีจากแมสก์หรือปลอกหมอน พบได้ทุกวัย ควรลดปัจจัยกระตุ้นภายนอกและใช้สกินแคร์ที่เหมาะสม
- สิวฮอร์โมนขึ้นที่ปาก มักกำเริบช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนและการระคายเคืองจากลิปหรือยาสีฟัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์อ่อนโยนและหลีกเลี่ยงการแกะสิว

อันตรายไหม
สิวฮอร์โมนไม่อันตราย แต่อาจสร้างความรำคาญใจและส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองได้มาก แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่การมีสิวฮอร์โมนบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณบอกถึงปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ เช่น ความเครียด โรคถุงน้ำในรังไข่ หรือปัญหาเรื่องอาหารการกินที่เราควรรีบดูแล
สิวฮอร์โมนเกิดจากสาเหตุอะไร

สาเหตุสิวฮอร์โมนเกิดจากปริมาณฮอร์โมนที่ไม่สมดุลภายในร่างกาย เช่น ในช่วงมีประจำเดือนหรือ วัยรุ่นซึ่งฮอร์โมนเพศชาย แอนโดรเจน (Androgens) และ ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ที่เพิ่มขึ้นทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น ส่วนปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิวฮอร์โมนอื่นๆ
- ระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนเพิ่มขึ้น กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ ทำให้ผิวมันและอุดตันง่าย
- ความเครียดและการนอนน้อย กระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้สมดุลฮอร์โมนเสีย และสิวกำเริบง่าย
- การใช้ยาบางชนิด: เช่น ยาคุมกำเนิดหรือสเตียรอยด์
- การรับประทานอาหาร: อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือผลิตภัณฑ์นม
- การอักเสบของรูขุมขนและการสะสมของน้ำมันส่วนเกิน: การอุดตันของรูขุมขนทำให้เกิดการอักเสบ
- ความไวของต่อมไขมันต่อฮอร์โมน บางคนระดับฮอร์โมนปกติ แต่ผิวตอบสนองไวผิดปกติ จึงเกิดสิวง่าย
เป็นสิวฮอร์โมนใช้อะไรดี?
การรักษาสิวฮอร์โมนจำเป็นต้องอาศัยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมที่เหมาะสม ซึ่งส่วนผสมหลัก ๆ ที่ควรพิจารณามีดังนี้
- กรดซาลิไซลิก ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตัน
- เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ
- เรตินอยด์ ช่วยลดการอุดตันและต้านการอักเสบ
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้มีปัญหาสิวฮอร์โมน ได้แก่
- ยาทารักษาสิว ที่มักมีกรดซาลิไซลิกและเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เป็นส่วนประกอบหลัก
- โฟมล้างหน้า สูตรที่มีกรดซาลิไซลิกที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน
- ครีมบำรุงหรือเซรั่มที่มีเรตินอยด์หรือสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยลดการอักเสบ การใช้
วิธีรักษาสิวฮอร์โมน มีวิธีอะไรบ้าง ?

การรักษาสิวฮอร์โมนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิว สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการใช้ยา และวิธีทางการแพทย์ ดังนี้
1. รักษาสิวฮอร์โมนด้วยยาทา
ยาทากลุ่มเรตินอยด์, Benzoyl peroxide หรือยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ ช่วยลดการอุดตันและการอักเสบ เหมาะสำหรับใช้รักษาสิวฮอร์โมนระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง
ข้อดี: ออกฤทธิ์ตรงจุด ลดสิวและป้องกันการเกิดใหม่
ราคา: หลักร้อย-หลักพันบาทต่อเดือน
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีสิวอุดตันร่วมกับสิวอักเสบขนาดเล็ก-กลาง และยังไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นก้อนลึกจำนวนมาก
2. ยารักษาสิวฮอร์โมนแบบรับประทาน
ยารับประทาน เช่น ยาปรับฮอร์โมนในผู้หญิง, Spironolactone หรือ Isotretinoin ในคนไข้ที่อาการรุนแรง ช่วยควบคุมกลไกภายในที่กระตุ้นการเกิดสิว
ข้อดี: ควบคุมสิวที่เกิดซ้ำบริเวณคาง-กรามได้ดี โดยเฉพาะสิวลึก
ราคา: หลักพันบาทขึ้นไปต่อเดือน ขึ้นอยู่กับชนิดยา
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีสิวอักเสบลึก สิวหัวช้าง หรือเป็นซ้ำทุกเดือน และไม่ตอบสนองต่อยาทาเพียงอย่างเดียว
3. รักษาด้วยการฉีดสิว
การฉีดสิวฮอร์โมนเป็นวิธีการรักษาสิวอักเสบอีกวิธีหนึ่ง โดยแพทย์จะฉีดสารเข้าไปในหัวสิวโดยตรง เพื่อลดการอักเสบและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ทำให้สิวยุบตัวลงได้เร็วขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบรุนแรงหรือสิวที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น
ข้อดี: ยุบเร็วภายใน 1-3 วัน ช่วยลดความเสี่ยงแผลเป็น
ราคา: 100-600 บาทต่อจุด
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีสิวอักเสบก้อนใหญ่หรือสิวหัวช้างเฉพาะจุด ต้องการให้สิวยุบเร่งด่วน
4. รักษาด้วยเลเซอร์
การรักษาด้วยเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสงสามารถช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และลดความเสี่ยงที่จะเกิดรอยดำ หรือ หลุมสิว จากสิวได้
5. รักษาสิวฮอร์โมนด้วยการฉายแสง
แสงสีฟ้าและแสงสีแดง มีคุณสมบัติในการรักษาสิวแตกต่างกัน โดยแสงสีฟ้าจะเข้าไปทำลายเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes C. acnes) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ โดยจะเข้าไปทำลายเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ในรูขุมขนและต่อมไขมัน ทำให้สิวยุบลงและลดการอักเสบ
ส่วนแสงสีแดงนั้นจะช่วยลดการอักเสบของสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง ทำให้ผิวดูเรียบเนียน รอยสิวจางลง และฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น
ข้อดี: ไม่ต้องรับประทานยา ลดการอักเสบได้ต่อเนื่อง ผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย
ราคา: โดยทั่วไปอยู่ในช่วงหลักพันบาทต่อครั้ง ขึ้นกับชนิดเครื่องและสถานพยาบาล
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีสิวอักเสบระดับปานกลางถึงมาก เช่น สิวแดงหลายเม็ด สิวอักเสบซ้ำบริเวณเดิม หรือผู้ที่ไม่สามารถใช้ยารับประทานบางชนิด
ปรึกษาแพทย์เพื่อแนะนำการรักษาสิวฮอร์โมน
การปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางคือทางออกอีกหนึ่งวิธีที่แนะนำ เนื่องจากปัญหาสิวที่ดื้อการรักษา ไม่ว่าจะลองดูแลผิวด้วยวิธีไหน ๆ มาแล้วก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ปัญหาผิวของคนไข้ และให้คำแนะนำในการรักษาที่ตรงจุดสาเหตุ ซึ่งหากคนไข้กำลังมีปัญหาสิวฮอร์โมนสามารถปรึกษาหมอเพื่อทำการรักษาสิวได้ที่ลลิษาคลินิก เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา ทายา หรือเลเซอร์ ซึ่งหมอจะสามารถแนะนำวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับปัญหาสิวเฉพาะบุคคล
5 แนวทางดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดสิวฮอร์โมน

- ดูแลความสะอาดของผิว: ล้างหน้าวันละสองครั้งด้วยคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า: การสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ สามารถทำให้แบคทีเรียและสิ่งสกปรกเข้าสู่รูขุมขน
- ลดความเครียด: การฝึกเทคนิคการผ่อนคลายเช่นโยคะหรือการทำสมาธิ
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำมันและเหมาะสำหรับผิวเป็นสิว
- ดื่มน้ำให้มาก และนอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน
รักษาสิวฮอร์โมนที่ไหนดี ทำไมต้องรักษาที่คลินิกผิวหนังลลิษา
- เราวิเคราะห์ต้นตอสิวฮอร์โมนแบบตรงจุด ประเมินลึกถึงสาเหตุฮอร์โมนและปัจจัยกระตุ้น เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
- เราวางแผนรักษาแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งยาทา ยารับประทาน หัตถการ และการดูแลระยะยาว เพื่อลดการเกิดซ้ำ
- เน้นลดสิวพร้อมป้องกันรอยแผลเป็นจากสิว ดูแลครบทั้งการลดการอักเสบและป้องกันรอยดำ รอยแดง ลดความเสี่ยงแผลเป็นในระยะยาว
- หมอติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เพราะสิวฮอร์โมนเป็นภาวะที่เปลี่ยนแปลงตามรอบเดือนและไลฟ์สไตล์ จึงต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมสิวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- มาตรฐานทางการแพทย์ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้คุณมั่นใจทั้งผลลัพธ์และความปลอดภัย
คำถามที่พบได้บ่อย
ผู้ชายและผู้หญิงรักษาสิวฮอร์โมนต่างกันไหม
การรักษาสิวฮอร์โมนขึ้นอยู่กับเพศและระดับฮอร์โมนของแต่ละคน ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่หลากหลาย
และได้ผลดี ดังนี้
- สำหรับผู้ชาย มักใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ด็อกซัยไซคลินหรือ มินไซคลิน เพื่อลดการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หากอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยาไอโซทเร็ตติโนอินร่วมด้วย
- สำหรับผู้หญิง มักใช้ยาต้านแอนโดรเจน เช่น สไปโรโนแลคตอน เพื่อลดผลกระทบของฮอร์โมนเพศชาย และยาคุมกำเนิดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมใช้ในการรักษาสิวฮอร์โมน
สิวฮอร์โมน กี่วันหาย
สิวฮอร์โมนมักจะใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ในการยุบ ปกติจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามระยะเวลาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิวและวิธีการรักษาและการดูแลผิวหนัง
สิวฮอร์โมน รักษาแบบธรรมชาติ ได้ไหม

การรักษาแบบธรรมชาติสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ สามารถทำได้หากเป็นสิวฮอร์โมนที่ไม่รุนแรงหรือมีปริมาณน้อย เช่น
- ลดการจับ แกะ ขัดนวดหัวสิวโดยไม่จำเป็น
- ใช้น้ำมันทีทรี ลดการเกิดสิว หรือใช้สารที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบอื่นๆ อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรบางชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อความปลอดภัย
- หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางต่าง ๆที่อาจทำให้เกิดการอุดตัน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน
- ทำความสะอาดใบหน้าที่เหมาะสม
- การปรับอาหารที่มีน้ำมันต่ำ
สิวฮอร์โมนหายเองได้ไหม
สิวฮอร์โมนที่ไม่รุนแรงมาก อาจค่อย ๆ หายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับสิวที่อักเสบมากหรือมีจำนวนเยอะ อาจต้องใช้เวลานานขึ้นหรืออาจต้องได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ
ของหวาน ของทอด ทำให้สิวฮอร์โมนเห่อจริงไหม ?
อาหารที่มีน้ำตาลสูงและไขมันสูง เช่น ของหวาน ของทอด สามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสิวได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียวเสมอไป ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมนเพศ และพันธุกรรม ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน
ทำไมหมดประจำเดือนแล้วถึงยังเป็นสิวอยู่
สิวฮอร์โมนไม่จำเป็นต้องหายไปทันทีหลังหมดประจำเดือน เพราะอาจจะมีเรื่องของความเครียด การเปลี่ยนแปลงของอาหาร หรือสภาพแวดล้อม ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้
กินยาคุมกำเนิดช่วยลดสิวฮอร์โมนได้จริงไหม?
ยาคุมกำเนิดบางชนิดสามารถช่วยลดปัญหาสิวได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เพื่อเลือกสูตรที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน
ฮอร์โมนในผู้ชายและผู้หญิง มีผลต่อสิวแตกต่างกันหรือไม่
ฮอร์โมนเพศชาย เช่น เทสโทสเตอโรน มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการผลิตน้ำมันในผิวหนัง ทำให้ผู้ชายมีแนวโน้มเป็นสิวมากกว่าผู้หญิง แต่ฮอร์โมนเพศหญิงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดสิวได้เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ช่วงวัยรุ่น หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน
สิวขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เกิดช่วงไหนบ้าง
สิวอาจเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงตั้งครรภ์ แต่พบได้บ่อยในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้าย เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สรุป
การรักษาสิวฮอร์โมนให้หายได้นั้นไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่คุณเลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพผิวของคุณ แม้สิวฮอร์โมนจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็ส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ป่วยได้ ซึ่งการรักษาสิวฮอร์โมนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น สาเหตุของการเกิดสิวและความรุนแรงของอาการ การดูแลผิวอย่างถูกวิธีร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมจะช่วยให้สิวฮอร์โมนหายไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับข้อมูลสิวฮฮร์โมน
Thiboutot D. (2004). “Hormonal therapies for acne”. Journal of the American Academy of Dermatology.
https://www.ingentaconnect.com/contentone/fmc/scms/2008/00000027/00000003/art00005
บทความโดย
ลลิษาคลินิก : คลินิกรักษาสิว ดูแลโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านผิวหนัง (ตจวิทยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลปัญหาผิว
ใครที่กำลังเผชิญปัญหาผิวหน้า เป็นสิว ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มากประสบการณ์ด้านผิวหนังที่ลลิษาคลินิกได้ ฟรี!! ที่ตั้งคลินิก เซ็นทรัลพระราม 9 ชั้น 9 (ติดบันไดเลื่อน)