สิวฮอร์โมน เป็นแบบไหน? ขึ้นตรงไหนบ้าง แก้ยังไง ให้หาย

สิวฮอร์โมน คืออะไร รักษาอย่างไร โดยแพทย์ผิวหนัง

เจอปัญหาสิวฮอร์โมนซ้ำซากอยู่ใช่ไหมคะ หมอบอกเลยว่านี่เป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในทั้งวัยต่างๆ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศภายในร่างกายที่ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไขมันและการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งสิวฮอร์โมนนี้เองค่ะที่สามารถทำให้รู้สึกไม่มั่นใจและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนไข้ในวัยรุ่น วัยทำงาน วันนี้เราเลยจะมาช่วยให้คนไข้รู้ว่าสิวฮอร์โมน เป็นแบบไหน? วิธีสังเกต บริเวณที่มักขึ้นและรู้วิธีการรักษาสิวฮอร์โมนให้หายและการป้องกัน

Key Takeaway

  • สิวฮอร์โมนคือ สิวที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย มักเป็น ๆ หาย ๆ ตามรอบเดือนหรือช่วงเครียด
  • ลักษณะสิวฮอร์โมน มักเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ อย่างชนิดสิวหัวช้าง หรือสิวใต้ผิวหนัง ชอบขึ้นบริเวณคาง กรอบหน้า และแนวกราม
  • สิวฮอร์โมนเกิดจากฮอร์โมนแอนโดรเจนกระตุ้นต่อมไขมัน ทำให้ผิวมันมาก รูขุมขนอุดตัน และเกิดการอักเสบ
  • วิธีรักษาสิวฮอร์โมน ควบคุมความมัน ลดการอุดตัน ใช้ยาทาสิวหรือยารับประทาน และบางรายอาจต้องปรับฮอร์โมนภายใต้การดูแลแพทย์
  • วิธีป้องกันสิวฮอร์โมนควรดูแลผิวให้เหมาะกับสภาพผิว พักผ่อนให้พอ ลดความเครียด เลี่ยงการบีบสิว และปรึกษาแพทย์หากเป็นเรื้อรัง

รู้จัก! สิวฮอร์โมน คืออะไร 

สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) คือสิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น และส่งผลให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน สิวฮอร์โมนมักเกิดบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณแก้ม คาง และกราม ซึ่งสิวฮอร์โมนสามารถมีลักษณะเป็นสิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวอักเสบ หรือสิวซีสต์ก็ได้ 

สิวฮอร์โมนเป็นแบบไหน

ลักษณะสิวฮอร์โมน

สิวฮอร์โมนเป็นแบบไหน? สิวฮอร์โมน มีลักษณะเป็นตุ่มใหญ่ และเกิดขึ้นเป็นประจำซ้ำๆในช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงช่วงเดิมๆ เช่น ช่วงมีประจำเดือนหรือช่วงวัยรุ่น ช่วงที่เครียดสะสมมาก ช่วงที่กินยาฮอร์โมนบางชนิด สิวประเภทนี้มักมีขนาดใหญ่และอักเสบมากกว่าสิวทั่วไป 

Tip จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นสิวฮอร์โมน?

สิวฮอร์โมนดูยังไง? การสังเกตว่าตนเองเป็นสิวฮอร์โมนสามารถทำได้โดยดูว่ามีสิวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และลักษณะของสิวนั้นมีขนาดใหญ่และอักเสบหรือไม่ ละตำแหน่งที่พบ เช่น ใบหน้า คอ หน้าอก และหลัง หากมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม 

ตำแหน่งสิวฮอร์โมนขึ้นตรงไหนบ้าง 

สิวฮอร์โมนมักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า เช่น แก้ม คาง และกราม นอกจากนี้ยังสามารถเกิดบริเวณหลังและหน้าอกได้ ซึ่งหมอมีรายละเอียดแต่ละตำแหน่งสิวฮอร์โมนดังนี้

  • สิวฮอร์โมนขึ้นที่คาง มักสัมพันธ์กับรอบเดือนหรือฮอร์โมนแปรปรวน พบมากในผู้หญิงวัยทำงาน ควรเน้นลดการอุดตันและปรึกษาแพทย์หากเป็นซ้ำบ่อย
  • ขึ้นที่หลัง หากสิวฮอร์โมนขึ้นบริเวณนี้จะเกิดจากต่อมไขมันขนาดใหญ่ร่วมกับเหงื่อและการเสียดสี พบบ่อยในวัยรุ่นหรือคนออกกำลังกาย ควรรักษาความสะอาดและลดความอับชื้น
  • สิวฮอร์โมนขึ้นตรงจมูก จมูกมีความมันสูง จึงเกิดสิวอุดตันง่ายเมื่อฮอร์โมนกระตุ้น ควรควบคุมความมันและหลีกเลี่ยงการบีบสิว
  • ขึ้นที่หน้าผาก มักเกิดจากความมันร่วมกับเหงื่อหรือผลิตภัณฑ์ผม พบได้บ่อยในวัยรุ่น ควรรักษาความสะอาดเส้นผมและผิวบริเวณนี้
  • ขึ้นที่แก้ม ตำแหน่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนและการเสียดสีจากแมสก์หรือปลอกหมอน พบได้ทุกวัย ควรลดปัจจัยกระตุ้นภายนอกและใช้สกินแคร์ที่เหมาะสม
  • สิวฮอร์โมนขึ้นที่ปาก มักกำเริบช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนและการระคายเคืองจากลิปหรือยาสีฟัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์อ่อนโยนและหลีกเลี่ยงการแกะสิว
ตำแหน่งสิวฮอร์โมน

อันตรายไหม

สิวฮอร์โมนไม่อันตราย แต่อาจสร้างความรำคาญใจและส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองได้มาก แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่การมีสิวฮอร์โมนบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณบอกถึงปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ เช่น ความเครียด โรคถุงน้ำในรังไข่ หรือปัญหาเรื่องอาหารการกินที่เราควรรีบดูแล

สิวฮอร์โมนเกิดจากสาเหตุอะไร

สาเหตุของการเกิดสิวฮอร์โมน

สาเหตุสิวฮอร์โมนเกิดจากปริมาณฮอร์โมนที่ไม่สมดุลภายในร่างกาย เช่น ในช่วงมีประจำเดือนหรือ วัยรุ่นซึ่งฮอร์โมนเพศชาย แอนโดรเจน (Androgens) และ ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ที่เพิ่มขึ้นทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น  ส่วนปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิวฮอร์โมนอื่นๆ  

  • ระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนเพิ่มขึ้น กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ ทำให้ผิวมันและอุดตันง่าย
  • ความเครียดและการนอนน้อย กระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้สมดุลฮอร์โมนเสีย และสิวกำเริบง่าย 
  • การใช้ยาบางชนิด: เช่น ยาคุมกำเนิดหรือสเตียรอยด์ 
  • การรับประทานอาหาร: อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือผลิตภัณฑ์นม 
  • การอักเสบของรูขุมขนและการสะสมของน้ำมันส่วนเกิน: การอุดตันของรูขุมขนทำให้เกิดการอักเสบ
  • ความไวของต่อมไขมันต่อฮอร์โมน บางคนระดับฮอร์โมนปกติ แต่ผิวตอบสนองไวผิดปกติ จึงเกิดสิวง่าย 

เป็นสิวฮอร์โมนใช้อะไรดี?

การรักษาสิวฮอร์โมนจำเป็นต้องอาศัยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมที่เหมาะสม ซึ่งส่วนผสมหลัก ๆ ที่ควรพิจารณามีดังนี้ 

  • กรดซาลิไซลิก ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตัน 
  • เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ 
  • เรตินอยด์ ช่วยลดการอุดตันและต้านการอักเสบ 

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้มีปัญหาสิวฮอร์โมน ได้แก่ 

  • ยาทารักษาสิว ที่มักมีกรดซาลิไซลิกและเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เป็นส่วนประกอบหลัก 
  • โฟมล้างหน้า สูตรที่มีกรดซาลิไซลิกที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน 
  • ครีมบำรุงหรือเซรั่มที่มีเรตินอยด์หรือสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยลดการอักเสบ การใช้

วิธีรักษาสิวฮอร์โมน มีวิธีอะไรบ้าง ?

สิวฮอร์โมนรักษาอย่างไร

การรักษาสิวฮอร์โมนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิว สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการใช้ยา และวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

1. รักษาสิวฮอร์โมนด้วยยาทา

ยาทากลุ่มเรตินอยด์, Benzoyl peroxide หรือยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ ช่วยลดการอุดตันและการอักเสบ เหมาะสำหรับใช้รักษาสิวฮอร์โมนระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

ข้อดี: ออกฤทธิ์ตรงจุด ลดสิวและป้องกันการเกิดใหม่
ราคา: หลักร้อย-หลักพันบาทต่อเดือน
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีสิวอุดตันร่วมกับสิวอักเสบขนาดเล็ก-กลาง และยังไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นก้อนลึกจำนวนมาก

2. ยารักษาสิวฮอร์โมนแบบรับประทาน

ยารับประทาน เช่น ยาปรับฮอร์โมนในผู้หญิง, Spironolactone หรือ Isotretinoin ในคนไข้ที่อาการรุนแรง ช่วยควบคุมกลไกภายในที่กระตุ้นการเกิดสิว

ข้อดี: ควบคุมสิวที่เกิดซ้ำบริเวณคาง-กรามได้ดี โดยเฉพาะสิวลึก
ราคา: หลักพันบาทขึ้นไปต่อเดือน ขึ้นอยู่กับชนิดยา
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีสิวอักเสบลึก สิวหัวช้าง หรือเป็นซ้ำทุกเดือน และไม่ตอบสนองต่อยาทาเพียงอย่างเดียว

3. รักษาด้วยการฉีดสิว

การฉีดสิวฮอร์โมนเป็นวิธีการรักษาสิวอักเสบอีกวิธีหนึ่ง โดยแพทย์จะฉีดสารเข้าไปในหัวสิวโดยตรง เพื่อลดการอักเสบและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ทำให้สิวยุบตัวลงได้เร็วขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบรุนแรงหรือสิวที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น

ข้อดี: ยุบเร็วภายใน 1-3 วัน ช่วยลดความเสี่ยงแผลเป็น
ราคา: 100-600 บาทต่อจุด
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีสิวอักเสบก้อนใหญ่หรือสิวหัวช้างเฉพาะจุด ต้องการให้สิวยุบเร่งด่วน

4. รักษาด้วยเลเซอร์

การรักษาด้วยเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสงสามารถช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และลดความเสี่ยงที่จะเกิดรอยดำ หรือ หลุมสิว จากสิวได้ 

5. รักษาสิวฮอร์โมนด้วยการฉายแสง

แสงสีฟ้าและแสงสีแดง มีคุณสมบัติในการรักษาสิวแตกต่างกัน โดยแสงสีฟ้าจะเข้าไปทำลายเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes C. acnes) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ โดยจะเข้าไปทำลายเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ในรูขุมขนและต่อมไขมัน ทำให้สิวยุบลงและลดการอักเสบ 

ส่วนแสงสีแดงนั้นจะช่วยลดการอักเสบของสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง ทำให้ผิวดูเรียบเนียน รอยสิวจางลง และฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น

ข้อดี: ไม่ต้องรับประทานยา ลดการอักเสบได้ต่อเนื่อง ผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย
ราคา: โดยทั่วไปอยู่ในช่วงหลักพันบาทต่อครั้ง ขึ้นกับชนิดเครื่องและสถานพยาบาล
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีสิวอักเสบระดับปานกลางถึงมาก เช่น สิวแดงหลายเม็ด สิวอักเสบซ้ำบริเวณเดิม หรือผู้ที่ไม่สามารถใช้ยารับประทานบางชนิด

ปรึกษาแพทย์เพื่อแนะนำการรักษาสิวฮอร์โมน

การปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางคือทางออกอีกหนึ่งวิธีที่แนะนำ เนื่องจากปัญหาสิวที่ดื้อการรักษา ไม่ว่าจะลองดูแลผิวด้วยวิธีไหน ๆ มาแล้วก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ปัญหาผิวของคนไข้ และให้คำแนะนำในการรักษาที่ตรงจุดสาเหตุ ซึ่งหากคนไข้กำลังมีปัญหาสิวฮอร์โมนสามารถปรึกษาหมอเพื่อทำการรักษาสิวได้ที่ลลิษาคลินิก เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา ทายา หรือเลเซอร์ ซึ่งหมอจะสามารถแนะนำวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับปัญหาสิวเฉพาะบุคคล

5 แนวทางดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดสิวฮอร์โมน

การป้องการสิวฮอร์โมน
  1. ดูแลความสะอาดของผิว: ล้างหน้าวันละสองครั้งด้วยคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม 
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า: การสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ สามารถทำให้แบคทีเรียและสิ่งสกปรกเข้าสู่รูขุมขน 
  3. ลดความเครียด: การฝึกเทคนิคการผ่อนคลายเช่นโยคะหรือการทำสมาธิ 
  4. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำมันและเหมาะสำหรับผิวเป็นสิว 
  5. ดื่มน้ำให้มาก และนอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน 

รักษาสิวฮอร์โมนที่ไหนดี ทำไมต้องรักษาที่คลินิกผิวหนังลลิษา

  1. เราวิเคราะห์ต้นตอสิวฮอร์โมนแบบตรงจุด ประเมินลึกถึงสาเหตุฮอร์โมนและปัจจัยกระตุ้น เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
  2. เราวางแผนรักษาแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งยาทา ยารับประทาน หัตถการ และการดูแลระยะยาว เพื่อลดการเกิดซ้ำ
  3. เน้นลดสิวพร้อมป้องกันรอยแผลเป็นจากสิว ดูแลครบทั้งการลดการอักเสบและป้องกันรอยดำ รอยแดง ลดความเสี่ยงแผลเป็นในระยะยาว
  4. หมอติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เพราะสิวฮอร์โมนเป็นภาวะที่เปลี่ยนแปลงตามรอบเดือนและไลฟ์สไตล์ จึงต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมสิวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  5. มาตรฐานทางการแพทย์ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้คุณมั่นใจทั้งผลลัพธ์และความปลอดภัย

คำถามที่พบได้บ่อย

ผู้ชายและผู้หญิงรักษาสิวฮอร์โมนต่างกันไหม

การรักษาสิวฮอร์โมนขึ้นอยู่กับเพศและระดับฮอร์โมนของแต่ละคน ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่หลากหลาย
และได้ผลดี ดังนี้

  • สำหรับผู้ชาย มักใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ด็อกซัยไซคลินหรือ มินไซคลิน เพื่อลดการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หากอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยาไอโซทเร็ตติโนอินร่วมด้วย
  • สำหรับผู้หญิง มักใช้ยาต้านแอนโดรเจน เช่น สไปโรโนแลคตอน เพื่อลดผลกระทบของฮอร์โมนเพศชาย และยาคุมกำเนิดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมใช้ในการรักษาสิวฮอร์โมน

สิวฮอร์โมน กี่วันหาย 

สิวฮอร์โมนมักจะใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ในการยุบ ปกติจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามระยะเวลาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิวและวิธีการรักษาและการดูแลผิวหนัง  

สิวฮอร์โมน รักษาแบบธรรมชาติ ได้ไหม 

การรักษาสิวฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติ

การรักษาแบบธรรมชาติสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ สามารถทำได้หากเป็นสิวฮอร์โมนที่ไม่รุนแรงหรือมีปริมาณน้อย เช่น  

  • ลดการจับ แกะ ขัดนวดหัวสิวโดยไม่จำเป็น  
  • ใช้น้ำมันทีทรี ลดการเกิดสิว หรือใช้สารที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบอื่นๆ อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรบางชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อความปลอดภัย 
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางต่าง ๆที่อาจทำให้เกิดการอุดตัน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน 
  • ทำความสะอาดใบหน้าที่เหมาะสม 
  • การปรับอาหารที่มีน้ำมันต่ำ 

สิวฮอร์โมนหายเองได้ไหม

สิวฮอร์โมนที่ไม่รุนแรงมาก อาจค่อย ๆ หายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับสิวที่อักเสบมากหรือมีจำนวนเยอะ อาจต้องใช้เวลานานขึ้นหรืออาจต้องได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ

ของหวาน ของทอด ทำให้สิวฮอร์โมนเห่อจริงไหม ?

อาหารที่มีน้ำตาลสูงและไขมันสูง เช่น ของหวาน ของทอด สามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสิวได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียวเสมอไป ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมนเพศ และพันธุกรรม ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน

ทำไมหมดประจำเดือนแล้วถึงยังเป็นสิวอยู่

สิวฮอร์โมนไม่จำเป็นต้องหายไปทันทีหลังหมดประจำเดือน เพราะอาจจะมีเรื่องของความเครียด การเปลี่ยนแปลงของอาหาร หรือสภาพแวดล้อม ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้

กินยาคุมกำเนิดช่วยลดสิวฮอร์โมนได้จริงไหม?

ยาคุมกำเนิดบางชนิดสามารถช่วยลดปัญหาสิวได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เพื่อเลือกสูตรที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน

ฮอร์โมนในผู้ชายและผู้หญิง มีผลต่อสิวแตกต่างกันหรือไม่

ฮอร์โมนเพศชาย เช่น เทสโทสเตอโรน มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการผลิตน้ำมันในผิวหนัง ทำให้ผู้ชายมีแนวโน้มเป็นสิวมากกว่าผู้หญิง แต่ฮอร์โมนเพศหญิงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดสิวได้เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ช่วงวัยรุ่น หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน

สิวขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เกิดช่วงไหนบ้าง

สิวอาจเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงตั้งครรภ์ แต่พบได้บ่อยในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้าย เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สรุป 

การรักษาสิวฮอร์โมนให้หายได้นั้นไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่คุณเลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพผิวของคุณ แม้สิวฮอร์โมนจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็ส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ป่วยได้ ซึ่งการรักษาสิวฮอร์โมนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น สาเหตุของการเกิดสิวและความรุนแรงของอาการ การดูแลผิวอย่างถูกวิธีร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมจะช่วยให้สิวฮอร์โมนหายไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับข้อมูลสิวฮฮร์โมน

Thiboutot D. (2004). “Hormonal therapies for acne”. Journal of the American Academy of Dermatology.
https://www.ingentaconnect.com/contentone/fmc/scms/2008/00000027/00000003/art00005

บทความโดย

ลลิษาคลินิก : คลินิกรักษาสิว ดูแลโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านผิวหนัง (ตจวิทยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลปัญหาผิว

ใครที่กำลังเผชิญปัญหาผิวหน้า เป็นสิว ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มากประสบการณ์ด้านผิวหนังที่ลลิษาคลินิกได้ ฟรี!! ที่ตั้งคลินิก เซ็นทรัลพระราม 9 ชั้น 9 (ติดบันไดเลื่อน)